การกลับมาของความทรงจำ..(ภาคต่อของ "คิดถึง..")
posted on 13 Oct 2007 01:06 by dulcetiar in Writing
..ที่ว่าการหวนกลับมาของความทรงจำนั้น หมายถึงเหตุการณ์เหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นในเวลาปัจจุบันหรืออนาคตได้อีก
แต่ความทรงจำคือสิ่งเดียวไม่มีวันแปรเปลี่ยน เช่นเดียวกันกับ ความเปลี่ยนแปลง
..
สิ่งที่ไม่มีทางย้อนกลับมาได้แล้ว เช่น การที่ฉันเริ่มพิมพ์ประโยคนี้ และตอนนี้ฉันได้ส่งขึ้นไปในระบบข้อมูล
จนแสดงผลบนหน้าจอของฉัน ... ระหว่างนั้นเมื่อรอให้ผู้คนเปิดเข้ามาอ่าน ประโยคเหล่านี้และสิ่งที่ฉันทำ
ก็กลายเป็น อดีตที่เก่าขึ้นทีละนิดๆ
และฉันคงจะย้อนกลับมาทำสิ่งเหล่านี้ ในเวลาเดิมแบบนี้ไม่ได้อีก
เพราะเวลานั้นไม่มีวันย้อนกลับมา
ดังนั้นไม่ว่าอะไรก็ตาม ย่อมไม่มีทางย้อนกลับมาได้
เหลือไว้แต่ความทรงจำ ที่เหมือนเพียงภาพถ่ายที่ทำให้เราเห็นได้ทางใจ แต่มิอาจได้สัมผัสด้วยกายถึงมัน..
แต่ความทรงจำคือสิ่งเดียวไม่มีวันแปรเปลี่ยน เช่นเดียวกันกับ ความเปลี่ยนแปลง
..
สิ่งที่ไม่มีทางย้อนกลับมาได้แล้ว เช่น การที่ฉันเริ่มพิมพ์ประโยคนี้ และตอนนี้ฉันได้ส่งขึ้นไปในระบบข้อมูล
จนแสดงผลบนหน้าจอของฉัน ... ระหว่างนั้นเมื่อรอให้ผู้คนเปิดเข้ามาอ่าน ประโยคเหล่านี้และสิ่งที่ฉันทำ
ก็กลายเป็น อดีตที่เก่าขึ้นทีละนิดๆ
และฉันคงจะย้อนกลับมาทำสิ่งเหล่านี้ ในเวลาเดิมแบบนี้ไม่ได้อีก
เพราะเวลานั้นไม่มีวันย้อนกลับมา
ดังนั้นไม่ว่าอะไรก็ตาม ย่อมไม่มีทางย้อนกลับมาได้
เหลือไว้แต่ความทรงจำ ที่เหมือนเพียงภาพถ่ายที่ทำให้เราเห็นได้ทางใจ แต่มิอาจได้สัมผัสด้วยกายถึงมัน..
.....
... ในขณะเดียวกันถ้ากล่าวถึงการซ้อนทับของความทรงจำ
แน่นอนที่ว่าทุกทฤษฎีย่อมทำให้เห็นว่า ความทรงจำสามารถสร้างรอยต่อและเพิ่มปริมาณมากขึ้นจากความทรงจำเดิมได้
โดยการใช้วิธี สานความรู้สึกต่อ..กับบุคคลหรือสิ่งของผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งที่มีผลโดยตรงของความทรงจำ
แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็เป็นการสานขึ้นที่ไม่มีวันทับความทรงจำส่วนไหนไปได้
และไม่มีการแทนที่ นอกเสียจากโดยอ้อมแล้วเราจะเกิดอาการ "ลืม" ไปชั่วขณะหนึ่ง หรือถาวร ซึ่งก็เปรียบได้กับการแทนที่นั้นเอง
ลองเปรียบกับต้นไม้.. เมื่อถึงฤดูกาลของมัน ใบไม้ใบนั้นที่เคยสดใส ก็กลับแห้งกรอบและขุ่นมัว..
..สุดท้ายเมื่อถึงเวลามันก็ต้องร่วงลงมาและสูญสลายกลายเป็นดินไป
นี่คือ ลักษณะเดียวกันกับ ปัจจุบัน ที่กลายเป็นอดีต และถูกทำให้เป็นความทรงจำด้วยการสลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของดิน เป็นพื้นผิวเดียวกัน
โดยที่เราไม่สามารถแยกได้ว่าใบไม้แห้งใบนั้นที่เคยร่วงหล่นลงมาอยู่ตรงไหน..
..แล้วเมื่อใบไม้ที่ผลิออกมาใหม่ในปีถัดมาได้ถึงเวลาร่วงโรยของมันบ้าง
ใบไม้ใบนั้น แม้จะเป็นใบไม้จากต้นไม้ต้นเดียวกัน จากตำแหน่งที่ใกล้เคียงกัน..
แต่เวลาของมันนั้นกลับแตกต่าง และที่สำคัญมันก็ "คนละใบกัน"
เมื่อมันได้ร่วงหล่นลงมาสู่พื้น แห่งอดีต..
สุดท้ายก็จะค่อยๆ สูญสลายรูปร่างภายนอกและกลายเป็นดินไป ซึ่งก็คือ ความทรงจำ
รวมเป็นเนื้อเดียวกับความทรงจำเก่าๆ กับใบไม้ที่เคยถูกกระบวนการทำให้สลายไปในวันเก่าๆ
... เป็นสิ่งที่เรียกว่า "ความทรงจำ" ที่ไม่อาจจะแบ่งแยกได้ว่าความทรงจำไหนอยู่ส่วนใดบ้าง..
นอกเสียจากเราจะเห็นมัน "คงอยู่" ในสภาพความทรงจำนั้น
แน่นอนที่ว่าทุกทฤษฎีย่อมทำให้เห็นว่า ความทรงจำสามารถสร้างรอยต่อและเพิ่มปริมาณมากขึ้นจากความทรงจำเดิมได้
โดยการใช้วิธี สานความรู้สึกต่อ..กับบุคคลหรือสิ่งของผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งที่มีผลโดยตรงของความทรงจำ
แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็เป็นการสานขึ้นที่ไม่มีวันทับความทรงจำส่วนไหนไปได้
และไม่มีการแทนที่ นอกเสียจากโดยอ้อมแล้วเราจะเกิดอาการ "ลืม" ไปชั่วขณะหนึ่ง หรือถาวร ซึ่งก็เปรียบได้กับการแทนที่นั้นเอง
ลองเปรียบกับต้นไม้.. เมื่อถึงฤดูกาลของมัน ใบไม้ใบนั้นที่เคยสดใส ก็กลับแห้งกรอบและขุ่นมัว..
..สุดท้ายเมื่อถึงเวลามันก็ต้องร่วงลงมาและสูญสลายกลายเป็นดินไป
นี่คือ ลักษณะเดียวกันกับ ปัจจุบัน ที่กลายเป็นอดีต และถูกทำให้เป็นความทรงจำด้วยการสลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของดิน เป็นพื้นผิวเดียวกัน
โดยที่เราไม่สามารถแยกได้ว่าใบไม้แห้งใบนั้นที่เคยร่วงหล่นลงมาอยู่ตรงไหน..
..แล้วเมื่อใบไม้ที่ผลิออกมาใหม่ในปีถัดมาได้ถึงเวลาร่วงโรยของมันบ้าง
ใบไม้ใบนั้น แม้จะเป็นใบไม้จากต้นไม้ต้นเดียวกัน จากตำแหน่งที่ใกล้เคียงกัน..
แต่เวลาของมันนั้นกลับแตกต่าง และที่สำคัญมันก็ "คนละใบกัน"
เมื่อมันได้ร่วงหล่นลงมาสู่พื้น แห่งอดีต..
สุดท้ายก็จะค่อยๆ สูญสลายรูปร่างภายนอกและกลายเป็นดินไป ซึ่งก็คือ ความทรงจำ
รวมเป็นเนื้อเดียวกับความทรงจำเก่าๆ กับใบไม้ที่เคยถูกกระบวนการทำให้สลายไปในวันเก่าๆ
... เป็นสิ่งที่เรียกว่า "ความทรงจำ" ที่ไม่อาจจะแบ่งแยกได้ว่าความทรงจำไหนอยู่ส่วนใดบ้าง..
นอกเสียจากเราจะเห็นมัน "คงอยู่" ในสภาพความทรงจำนั้น
เป็นพื้นดินให้กับต้นไม้ เป็นสิ่งที่ดีต่อต้นไม้ต้นนั้น..
..และให้คุณค่าของ "ความทรงจำ" เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงและให้ชีวิตในปัจจุบันของเรานั้น
..และให้คุณค่าของ "ความทรงจำ" เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงและให้ชีวิตในปัจจุบันของเรานั้น
...ดำรงอยู่ต่อไปได้นั่นเอง...
...
...
Tags: writing0 Comments